วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2561

วิธีเจริญสมาธิภาวนาตามแนวการสอน ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล

วิธีเจริญสมาธิภาวนาตามแนวการสอน ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล..
๑. เริ่มต้นด้วยอิริยาบถที่สบาย ยืน เดิน นั่ง นอน ได้ตามสะดวก ทำความรู้ตัวเต็มที่ และ รู้อยู่กับที่ โดยไม่ต้องรู้อะไร คือ รู้ตัว หรือรู้ “ตัว” อย่างเดียว รักษาจิตเช่นนี้ไว้เรื่อยๆ ให้ “รู้อยู่เฉยๆ” ไม่ต้องไปจำแนกแยกแยะ อย่าบังคับ อย่าพยายาม อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม เมื่อรักษาได้สักครู่ จิตจะคิดแส่ไปในอารมณ์ต่างๆ โดยไม่มีทางรู้ทันก่อน เป็นธรรมดาสำหรับผู้ฝึกใหม่ ต่อเมื่อจิตแล่นไป คิดไปในอารมณ์นั้นๆ จนอิ่มแล้ว ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเอง เมื่อรู้สึกตัวแล้วให้พิจารณาเปรียบเทียบสภาวะของตนเอง ระหว่างที่มีความรู้อยู่กับที่ และระหว่างที่จิตคิดไปในอารมณ์ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นอุบายสอนจิตให้จดจำ
จากนั้นค่อยๆ รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะรู้อยู่กับที่ต่อไป ครั้นพลั้งเผลอรักษาไม่ดีพอ จิตก็จะแล่นไปเสวยอารมณ์ข้างนอกอีกจนอิ่มแล้ว ก็จะกลับรู้ตัว รู้ตัวแล้วก็พิจารณาและรักษาจิตต่อไป..ด้วยอุบายอย่างนี้ ไม่นานนัก ก็จะสามารถควบคุมจิตได้และบรรลุสมาธิในที่สุด และจะเป็นผู้ฉลาดใน “พฤติแห่งจิต” โดยไม่ต้องไปปรึกษาหารือใคร
ข้อห้าม.. ในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่ อย่าทำ เพราะไม่มีประโยชน์ และยังทำให้บั่นทอนพลังความเพียร ไม่มีกำลังใจในการเจริญจิตครั้งต่อๆไป ในกรณีที่ไม่สามารทำเช่นนี้ได้ ให้ลองนึกคำว่า “พุทโธ” หรือคำอะไรก็ได้ที่ไม่เป็นเหตุเย้ายวน หรือเป็นเหตุขัดเคืองใจ นึกไปเรื่อยๆ แล้วสังเกตดูว่า คำที่นึกนั้น ชัดที่สุดที่ตรงไหน ที่ตรงนั้นแหละคือฐานแห่งจิต ..พึงสังเกตว่า ฐานนี้ไม่อยู่คงที่ตลอดกาล บางวันอยู่ที่หนึ่ง บางวันอยู่อีกที่หนึ่ง
ฐานแห่งจิตที่คำนึงพุทโธปรากฏชัดที่สุดนี้ ย่อมไม่อยู่ภายนอกกายแน่นอน ต้องอยู่ภายในกายแน่ แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่าฐานนี้จะว่าอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกายก็ไม่ถูก ดังนั้น จะว่าอยู่ภายนอกก็ไม่ใช่ จะว่าอยู่ภายในก็ไม่เชิง เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าได้กำหนดถูกฐานแห่งจิตแล้ว เมื่อกำหนดถูก และพุทโธ ปรากฏในมโนนึกชัดเจนดี ก็ให้กำหนดนึกไปเรื่อย อย่าให้ขาดสายได้ ถ้าขาดสายเมื่อใด จิตก็จะแล่นไปสู่อารมณ์ทันที เมื่อเสวยอารมณ์อิ่มแล้ว จึงจะรู้สึกตัวเอง ก็ค่อยๆ นึกพุทโธต่อไป ด้วยอุบายวิธีในทำนองเดียวกับที่กล่าวไว้เบื้องต้น ในที่สุดก็จะค่อยๆ ควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจได้เอง
ข้อควรจำ.. ในการกำหนดจิตนั้น ต้องมีเจตจำนงแน่วแน่ในอันที่จะเจริญจิต ให้อยู่ในสภาวะที่ต้องการ เจตจำนงนี้ คือตัว “ศีล” ..การบริกรรม “พุทโธ” เปล่าๆ โดยไร้เจตจำนงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย กลับเป็นเครื่องบั่นทอนความเพียร ทำลายกำลังใจในการเจริญจิตในคราวต่อๆไป แต่ถ้าเจตจำนงมั่นคง การเจริญจิตจะปรากฏผลทุกครั้ง ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน
ดังนั้น ในการนึก พุทโธ การเพ่งเล็งสอดส่องถึงความชัดเจน และความไม่ขาดสายของพุทโธจะต้องเป็นไปด้วยความไม่ลดละ.. (เจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ลดละนี้ หลวงปู่เคยเปรียบไว้ว่า มีลักษณาการประหนึ่งบุรุษผู้หนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบที่ข้าศึกเงื้อขึ้นสุดแขน พร้อมที่จะฟันลงมา บุรุษผู้นั้นจดจ้องคอยทีอยู่ว่าถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา ตนจะหลบหนีประการใดจึงจะพ้นอันตราย เจตจำนงต้องแน่วแน่เห็นปานนี้ จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้ ไม่เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลาและบั่นทอนความศรัทธาของตนเองเลย)
เมื่อจิตค่อยๆ หยั่งลงสู่ความสงบทีละน้อยๆ อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอก ก็ค่อยๆ ลดความรุนแรงลง ถึงไปก็ไปประเดี๋ยวประด๋าวก็รู้สึกตัวได้เร็ว ถึงตอนนี้คำบริกรรมพุทโธ ก็จะขาดไปเอง เพราะคำบริกรรมนั้น เป็นอารมณ์หยาบ เมื่อจิตล่วงพ้นอารมณ์หยาบและคำบริกรรมขาดไปแล้ว ไม่ต้องย้อนถอยมาบริกรรมอีก เพียงรักษาจิตไว้ในฐานที่กำหนดเดิมไปเรื่อยๆ และสังเกตดูความรู้สึก และ “พฤติแห่งจิต” ที่ฐานนั้นๆ..บริกรรมเพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง สังเกตดูว่า ใครเป็นผู้บริกรรมพุทโธ
๒. ดูจิตเมื่ออารมณ์สงบแล้ว ให้สติจดจ่ออยู่ที่ฐานเดิมเช่นนั้น
เมื่อมีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น ก็ให้ละอารมณ์นั้นทิ้งไป มาดูที่จิตต่อไปอีก ไม่ต้องกังวลใจ พยายามประคับประคองรักษาให้จิตอยู่ในฐานที่ตั้งเสมอๆ สติคอยกำหนดควบคุมอยู่อย่างเงียบๆ (รู้อยู่) ไม่ต้องวิจารณ์ กิริยาจิตใดๆที่เกิดขึ้น เพียงกำหนดรู้แล้วละไปเท่านั้น เป็นไปเช่นนี้เรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ เข้าใจกิริยาหรือพฤติแห่งจิตได้เอง (จิตปรุงกิเลส หรือกิเลสปรุงจิต) ..ทำความเข้าใจในอารมณ์ความนึกคิด สังเกตอารมณ์ทั้งสามคือ ราคะ โทสะ โมหะ
๓. อย่าส่งจิตออกนอก กำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น
อย่าให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอก เมื่อจิตเผลอคิดไป ก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม รักษาสัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ (รูปนิมิต ให้ยกไว้ ส่วนนามนิมิตทั้งหลายอย่าได้ใส่ใจกับมัน) ระวังจิตไม่ให้คิดถึงเรื่องภายนอก สังเกตการหวั่นไหวของจิตตามอารมณ์ที่รับมาทางอายตนะ ๖
๔. จงทำญานให้เห็นจิต เหมือนดั่งตาเห็นรูป
เมื่อเราสังเกตกิริยาจิตไปเรื่อยๆ จนเข้าใจถึงเหตุปัจจัยของอารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ได้แล้ว จิตก็จะค่อยๆ รู้เท่าทันการเกิดของอารมณ์ต่างๆ อารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ก็จะค่อยๆ ดับไปเรื่อยๆ จนจิตว่างจากอารมณ์ แล้วจิตก็จะเป็นอิสระ อยู่ต่างหากจากเวทนาของรูปกาย อยู่ที่ฐานกำหนดเดิมนั่นเอง การเห็นนี้เป็นการเห็นด้วยปัญญาจักษุ ..คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดคิดจึงรู้ แต่ต้องอาศัยคิด
๕. แยกรูปถอด ด้วยวิชชา มรรคจิต
เมื่อสามารถเข้าใจได้ว่า จิต กับ กาย อยู่คนละส่วนได้แล้ว ให้ดูที่จิตต่อไปว่า ยังมีอะไรหลงเหลืออยู่ที่ฐานที่กำหนด (จิต) อีกหรือไม่ พยายามใช้สติ สังเกตดูที่จิต ทำความสงบอยู่ในจิตไปเรื่อยๆ จนสามารถเข้าใจ พฤติแห่งจิต ได้อย่างละเอียดละออตามขั้นตอน เข้าใจในความเป็นเหตุเป็นผลกันว่าเกิดจากความคิดนั่นเอง และความคิดมันออกไปจากจิตนี่เอง ไปหาปรุงหาแต่งหาก่อหาเกิดไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นมายาหลอกลวงให้คนหลง แล้วจิตก็จะเพิกถอนสิ่งที่มีอยู่ในจิตไปเรื่อยๆ จนหมด หมายถึงเจริญจิตจนสามารถเพิกรูปปรมาณูวิญญาณที่เล็กที่สุดภายในจิตได้ ..คำว่า แยกรูปถอด นั้น หมายความถึง แยกรูปวิญญาณ นั่นเอง
๖. เหตุต้องละ ผลต้องละ
เมื่อเจริญจิตจนปราศจากความคิดปรุงแต่งได้แล้ว (ว่าง) ก็ไม่ต้องอิงอาศัยกับกฎเกณฑ์แห่งความเป็นเหตุเป็นผลใดๆ ทั้งสิ้น จิตก็จะอยู่เหนือภาวะแห่งคลองความคิดนึกต่างๆ อยู่เป็นอิสระ ปราศจากสิ่งใดๆ ครอบงำอำพรางทั้งสิ้น ..เรียกว่า “สมุจเฉทธรรมทั้งปวง”
๗. ใช้หนี้ก็หมด พ้นเหตุเกิด
เมื่อเพิกรูปปรมาณูที่เล็กที่สุดเสียได้ กรรมชั่วที่ประทับ บรรจุ บันทึกถ่ายภาพ ติดอยู่กับรูปปรมาณูนั้นก็หมดโอกาสที่จะให้ผลต่อไปในเบื้องหน้า การเพิ่มหนี้ ก็เป็นอันสะดุดหยุดลง เหตุปัจจัยภายนอกภายในที่มากระทบ ก็เป็นสักแต่ว่ามากระทบ ไม่มีผลสืบเนื่องต่อไป หนี้กรรมชั่วที่ได้ทำไว้ตั้งแต่ชาติแรก ก็เป็นอันได้รับการชดใช้หมดสิ้น หมดเรื่องหมดราวหมดพันธะผูกพัน ที่จะต้องเกิดมาใช้หนี้กรรมกันอีก เพราะกรรมชั่วอันเป็นเหตุให้ต้องเกิดอีกไม่อาจให้ผลต่อไปได้ เรียกว่า “พ้นเหตุเกิด”
๘. ผู้ที่ตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดหรอกว่า เขารู้อะไร
เมื่อธรรมทั้งหลายได้ถูกถ่ายทอดไปแล้ว สิ่งที่เรียกว่าธรรม จะเป็นธรรมไปได้อย่างไร สิ่งที่ว่าไม่มีธรรมนั่นแหละ มันเป็นธรรมของมันในตัว (ผู้รู้น่ะจริง แต่สิ่งที่ถูกรู้ทั้งหลายนั้นไม่จริง) ..เมื่อจิตว่างจาก “พฤติ” ต่างๆ แล้ว จิตก็จะถึง ความว่างที่แท้จริง ไม่มีอะไรให้สังเกตได้อีกต่อไป จึงทราบได้ว่าแท้ที่จริงแล้ว จิตนั้นไม่มีรูปร่าง มันรวมอยู่กับความว่าง ในความว่างนั้น ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ ซึมซาบอยู่ในสิ่งทุกๆสิ่ง และจิตกับผู้รู้เป็นสิ่งเดียวกัน
เมื่อจิตกับผู้รู้เป็นสิ่งสิ่งเดียวกัน และเป็นความว่าง ก็ย่อมไม่มีอะไรที่จะให้อะไรหรือให้ใครรู้ถึง ไม่มีความเป็นอะไรจะไปรู้สภาวะของอะไร ไม่มีสภาวะของใคร จะไปรู้ความมีความเป็นของอะไร
เมื่อเจริญจิตจนเข้าถึงสภาวะเดิมแท้ของมันได้ดังนี้แล้ว “จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง” จิตก็จะอยู่เหนือสภาวะสมมติบัญญัติทั้งปวง เหนือความมีความเป็นทั้งปวง มันอยู่เหนือคำพูด และพ้นไปจากการกล่าวอ้างใดๆ ทั้งสิ้น เป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์และสว่าง รวมกันเข้ากับความว่างอันบริสุทธิ์และสว่างของจักรวาลเดิม เข้าเป็นหนึ่งเรียกว่า “นิพพาน” …
(โดยปกติ คำสอนธรรมะของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล นั้นเป็นแบบ “ปริศนาธรรม” มิใช่เป็นการบรรยายธรรม ฉะนั้นคำสอนของท่านจึงสั้น จำกัดในความหมายของธรรม เพื่อไม่ให้เฝือหรือฟุ่มเฟือยมากนัก เพราะจะทำให้สับสน เมื่อผู้ใดเป็นผู้ปฏิบัติธรรม เขาย่อมเข้าใจได้เองว่า กิริยาอาการของจิตที่เกิดขึ้นนั้น มีมากมายหลายอย่าง ยากที่จะอธิบายให้ได้หมด ด้วยเหตุนั้น หลวงปู่ท่านจึงใช้คำว่า “พฤติของจิต” แทนกิริยาทั้งหลายเหล่านั้น
คำว่า “ดูจิต อย่าส่งจิตออกนอก ทำญาณให้เห็นจิต” เหล่านี้ย่อมมีความหมายครอบคลุมไปทั้งหมดตลอดองค์ภาวนา แต่เพื่ออธิบายให้เป็นขั้นตอน จึงจัดเรียงให้ดูง่าย เข้าใจง่ายเท่านั้น หาได้จัดเรียงไปตามลำดับกระแสการเจริญจิตแต่อย่างใดไม่
ท่านผู้มีจิตศรัทธาในทางปฏิบัติ เมื่อเจริญจิตภาวนาตามคำสอนแล้ว ตามธรรมดาการปฏิบัติในแนวนี้ ผู้ปฏิบัติจะค่อยๆ มีความรู้ความเข้าใจได้ด้วยตนเองเป็นลำดับๆ ไป เพราะมีการใส่ใจสังเกตและกำหนดรู้ “พฤติแห่งจิต” อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าหากเกิดปัญหาในระหว่างการ ปฏิบัติ ควรรีบเข้าหาครูบาอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระโดยเร็ว หากประมาทแล้วอาจผิดพลาดเป็นปัญหาตามมาภายหลังเพราะคำว่า “มรรคปฏิปทา” นั้น จะต้องอยู่ใน “มรรคจิต” เท่านั้น มิใช่มรรคภายนอกต่างๆ นานาเลย
การเจริญจิตเข้าสู่ที่สุดแห่งทุกข์นั้น จะต้องถึงพร้อมด้วยวิสุทธิศีล วิสุทธิมรรค พร้อมทั้ง ๓ ทวาร คือ กาย วาจา ใจ จึงจะยังกิจให้ลุล่วงถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้)
หนังสือ.. การเจริญสมาธิด้วยการกำหนดรู้และละอารมณ์
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน
แชร์โพสต์ของกองทัพธรรม

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559

สมาธิ และวิธีแก้นิมิตพระอ.สิงห์

ในภาพอาจจะมี 1 คน
ลวงพ่อธรรมดา จารุวังโส
.
๛สมาธิ และวิธีแก้นิมิต ๛
โดย...พระญาณวิศิษฎ์สมิทธิวีราจารย์
(พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม)
วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา
๑. นั่งสมาธิวิธี
ให้นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย
เอามือขวาวางทับมือซ้าย อุชุ กายํ
ปณิธาย ตั้งกายให้ตรง คือ
ไม่ให้เอียงไปข้างซ้าย ข้างขวา
ข้างหน้า ข้างหลัง และอย่างก้มนัก
เช่นอย่างหอยนาหน้าต่ำ อย่าเงยนัก
เช่นอย่างนกกระแต้ (นกกระต้อยตีวิด)
นอนหงายถึงดูพระพุทธรูปเป็นตัวอย่าง
อุชุ จิตฺตํ ปณธาย ตั้งจิตให้ตรง คือ
อย่าส่งใจไปทางตา ทางหู ทางจมูก
ทางลิ้น ทางกาย และอย่าส่งใจไป
ข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา
พึงกำหนดรวมเข้าไว้ในจิตฯ
๒. วิธีสำรวมจิตในสมาธิ
มนสา สํวโร สาธุ สำรวมจิตให้ดี คือ
ให้นึกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่ใจ
พระธรรมอยู่ที่ใจ..
พระอริยสงฆ์อยู่ที่ใจ
นึกอยู่อย่างนี้จนใจตกลงเห็นว่า
อยู่ที่ใจจริงๆ แล้วทอดธุระเครื่องกังวล
ลงได้ว่าไม่ต้องกังวลอะไรอื่นอีก
จะกำหนดเฉพาะที่ใจแห่งเดียวเท่านั้น
จึงตั้งสติกำหนดใจนั้นไว้นึกคำบริกรรม
รวมใจเข้าฯ
๓. วิธีนึกคำบริกรรม
ให้ตรวจดูจิตเสียก่อนว่า จิตคิดอยู่ใน
อารมณ์อะไร ในอารมณ์อันนั้น
เป็นอารมณ์ที่น่ารัก หรือน่าชัง
เมื่อติดใจในอารมณ์ที่น่ารัก
พึงเข้าใจว่าจิตนี้ลำเอียง ไปด้วยความรัก
เมื่อติดในอารมณ์ที่น่าชัง
พึงเข้าใจว่าจิตนี้ลำเอียงไปด้วยความชัง
ไม่ตั้งเที่ยง พึงกำหนดส่วนทั้งสองนั้น
ให้เป็นคู่กันเข้าไว้ ที่ตรงหน้าซ้ายขวา
แล้วตั้งสติกำหนดใจ ตั้งไว้ในระหว่าง
กลาง ทำความรู้เท่าส่วนทั้งสอง
เปรียบอย่างถนนสามแยกออกจากจิต
ตรงหน้าอกระวังไม่ให้จิตแวะไปตามทาง
เส้นซ้าย เส้นขวา ให้เดินตรงตามเส้นกลาง
แต่ระวังไม่ให้ไปข้างหน้า
ให้กำหนดเฉพาะจิตอยู่กับที่นั่นก่อน
แล้วนึกคำบริกรรม ที่เลือกไว้
จำเพาะพอเหมาะกับใจ
คำใดคำหนึ่งเป็นต้นว่า
“พุทโธ ธัมโม สังโฆ” ๓ จบ
แล้วรวมลงเอาคำเดียวว่า“พุทโธ ๆ ๆ”
เป็นอารมณ์แพ่ง จำเพาะจิต
จนกว่าจิตนั้นจะวางความรักความชัง
ได้ขาด ตั้งลงเป็นกลางจริงๆ
แล้วจึงกำหนดรวมทวนกระแสประชุมลง
ในภวังค์ตั้งสติตามกำหนดจิตในภวังค์นั้น
ให้เห็นแจ่มแจ้งไม่ให้เผลอฯ
๔. วิธีสังเกตจิตเข้าสู่ภวังค์
พึงสังเกตจิตใจเวลากำลังนึกคำบริกรรม
อยู่นั้น ครั้งเมื่อจิตตั้งลงเป็นกลาง
วางความรัก ความชังทั้งสองนั้นได้แล้ว
จิตย่อมเข้าสู่ภวังค์ (คือจิตเดิม)
มีอาการต่างๆ กัน บางคนรวมผับลง
บางคนรวมปึบลง บางคนรวมวับแวม
เข้าไปแล้วสว่างขึ้น ลืมคำบริกรรมไป
บางคนก็ไม่ลืม แต่รู้สึกว่าเบาในกาย
เบาในใจที่เรียกว่า กายลหุตา จิตฺตลหุตา
กายก็เบา จิตก็เบา กายมุทุตา จิตฺตมุทุตา
กายก็อ่อน จิตก็อ่อน กายปสฺสทฺธิ จิตฺต
ปสฺสทฺธิ กายก็สงบ จิตก็สงบ กายุชุกตา
จิตฺตุชุกตา กายก็ตรง จิตก็ตรง
กายกมฺมญฺญตา จิตฺตกมฺมญฺญตา
กายก็ควรแก่การทำสมาธิ
จิตก็ควรแก่การทำสมาธิ
กายปาคุญฺญตา จิตูตปาคุญฺญตา
กายก็คล่องแคล่ว จิตก็คล่องแคล่ว
หายเหน็ดหายเหนื่อย หายเมื่อย
หายหิว หายปวดหลังปวดเอว
ก็รู้สึกว่าสบายในใจมาก
ถึงเข้าใจว่าจิตเข้าสู่ภวังค์แล้ว
ให้หยุดคำบริกรรมเสีย
และวางสัญญาภายนอกให้หมด
ค่อยๆ ตั้งสติตามกำหนดจิต
จนกว่าจิตนั้นจะหยุด
และตั้งมั่นลงเป็นหนึ่งอยู่กับที่
เมื่อจิตประชุมเป็นหนึ่ง ก็อย่าเผลอสติ
ให้พึงกำหนดอยู่อย่างนั้น
จนกว่าจะนั่งเหนื่อย นี้แล
เรียกว่าภาวนาอย่างละเอียดฯ
๕. วิธีออกจากสมาธิ
เมื่อจะออกจากที่นั่งสมาธิภาวนา
ในเวลาที่รู้สึกเหนื่อยแล้วนั้น
ให้พึงกำหนดจิต ไว้ให้ดี
แล้วเพ่งเล็งพิจารณาเบื้องบนเบื้องปลาย
ให้รู้แจ้งเสียก่อนว่า
เบื้องต้นได้ตั้งสติ กำหนดจิตอย่างไร
พิจารณาอย่างไร นึกคำบริกรรมอะไร
น้ำใจจึงสงบมาตั้งอยู่อย่างนี้
ครั้นเมื่อใจสงบแล้วได้ตั้งสติอย่างไร
กำหนดจิตอย่างไร ใจจึงไม่ถอนจากสมาธิ
พึงทำในใจไว้ว่าออกจากที่นั่งนี้แล้ว
นอนลงก็จะกำหนดอยู่อย่างนี้จนกว่าจะ
นอนหลับ..แม้ตื่นขึ้นมาก็จะกำหนดอย่างนี้
ตลอดวันและคืน ยืน เดิน นั่ง นอน
เมื่อทำในใจเช่นนี้แล้วจึงออกจากที่นั่ง
สมาธิเช่นนั้นอีกก็ถึงทำพิธีอย่างที่ทำ
มาแล้วฯ
๖. มรรคสมังคี
มรรคมีองค์อวัยวะ ๘ ประการ
ประชุมลงเป็นเอกมรรค คือ ๗ เป็นอาการ
องค์ที่ ๘ เป็นหัวหน้า อธิบายว่า
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบก็คือ
จิตเป็นผู้เห็น
สัมมาสังกับโป ความดำริชอบก็คือ
จิตเป็นผู้ดำริ
สัมมาวาจา กล่าววาจาชอบ ก็คือ
จิตเป็นผู้นึกแล้วกล่าว
สัมมากัมมันโต การงานชอบ ก็คือ
จิตเป็นผู้คิดทำการงาน
สัมมาอาชีโว เลี้ยงชีวิตชอบก็คือ
จิตเป็นผู้คิดหาเลี้ยงชีวิต
สัมมาวายาโม ความเพียรชอบ ก็คือ
จิตเป็น ผู้มีเพียรมีหมั่น
สัมมาสติ ความระลึกชอบก็คือ
จิตเป็นผู้ระลึก ทั้ง ๗ นี้แหละเป็นอาการ
ประชุมอาการทั้ง ๗ นี้ลง
เป็นองค์สัมมาสมาธิ แปลว่าตั้งจิตไว้ชอบ
ก็คือความประกอบการ กำหนดจิต
ให้เข้าสู่ภวังค์ได้แล้ว
ตั้งสติกำหนดจิตนั้นไว้เป็นเอกัคคตา
อยู่ในความเป็นหนึ่ง ไม่มีไป ไม่มีมา
ไม่มีออก ไม่มีเข้า เรียกว่า มรรคสมังคี
ประชุมมรรคทั้ง ๘ ลงเป็นหนึ่ง หรือ
เอกมรรค ก็เรียก มรรคสมังคีนี้ประชุมถึง
๔ ครั้ง จึงเรียกว่า มรรค ๔ ดังแสดงมา ฉะนี้ฯ
๗ นิมิตสมาธิ
ในเวลาจิตเข้าสู่ภวังค์
และตั้งลงเป็นองค์มรรคสมังคีแล้วนั้น
ย่อมมีนิมิตต่างๆ มาปรากฏในขณะจิต
อันนั้น ท่านผู้ฝึกหัดใหม่ทั้งหลาย
พึงตั้งสติ กำหนดใจไว้ให้ดี
อย่าตกประหม่ากระดาก และอย่าทำความกลัวจนเสียสติ
และอารมณ์ ทำใจให้ฟุ้งซ่านรั้งใจไม่อยู่
จะเสียสมาธิ..
นิมิตทั้งหลายไม่ใช่เป็นของเที่ยง
เพียงสักว่าเป็นเงาๆพอให้เห็นปรากฏ
แล้วก็หายไปเท่านั้นเองฯ
นิมิตที่ปรากฏนั้น คือ
อุคคหนิมิต ๑
ปฏิภาคนิมิต ๑
นิมิตที่ปรากฏเห็นดวงหทัยของตนใสสว่าง
เหมือนกับดวงแก้ว แล้วยึดหน่วง เหนี่ยวรั้ง
ให้ตั้งสติกำหนดจิตไว้ให้ดี
เรียกว่า อุคคหนิมิต ไม่เป็นของน่ากลัวฯ
นิมิตที่ปรากฏเห็นคนตาย สัตว์ตาย
ผู้ไม่มีสติย่อมกลัว แต่ผู้มีสติแล้ว
ย่อมไม่กลัวยิ่งเป็นอุบายให้พิจารณา
เห็นเป็นอสุภะ
แยกส่วน แบ่งส่วนของกายนั้นออกดูได้ดี
ทีเดียวและน้อมเข้ามาพิจารณาภายใน
กายของตน ให้เห็นแจ่มแจ้ง
จนเกิดนิพพิทาญาณเบื่อหน่ายสังเวช
สลดใจ ยังน้ำใจให้ตั้งมั่นเป็นมาธิ
มีกำลังยิ่งขึ้น เรียกว่า ปฏิภาคนิมิตฯ
๘.วิธีเดินจงกรม
พึงตั้งกำหนดหนทางสั้นยาว
แล้วแต่ต้องการ ยืนที่ต้นทาง
ยกมือประนม ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า
พระธรรม พระสงฆ์ แล้วตั้งความสัตย์
อธิษฐานว่า
ข้าพเจ้าจะตั้งใจปฏิบัติ เพื่อเป็นปฏิบัติบูชา
คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
กับทั้งพระธรรมและพระอริยสงฆ์สาวก
ขอให้น้ำใจของข้าพเจ้า สงบระงับตั้งมั่น
เป็นสมาธิ มีปัญญาเฉลียวฉลาด
รู้แจ้งแทงตลอดในคำสั่งสอนของ
พระพุทธเจ้าทุกประการเทอญ
แล้ววางมือลง เอามือขวาจับมือซ้ายไว้ข้างหนึ่ง
เจริญพรหมวิหาร ๔ ทอดตาลงเบื้องต่ำ
ตั้งสติกำหนดจิต นึกคำบริกรรม
เดินกลับไปกลับมาจนกว่าจิตจะสงบ
รวมลงเป็นองค์สมาธิ
ในขณะที่จิตกำลังรวมอยู่นั้น
จะหยุดยืนกำหนดจิตให้รวมสนิท
เป็นสมาธิก่อน จึงเดินต่อไปอีกก็ได้
ในวิธีเดินจงกรมนี้กำหนดจิตอย่างเดียว
กันกับนั่งสมาธิแปลกแต่ใช้อิริยาบถเดินเท่านั้นฯ
เพราะฉะนั้นท่านผู้ฝึกหัดใหม่ทั้งหลาย
พึงเข้าใจเถิดว่า
การทำความเพียร คือ ฝึกหัดจิตในสมาธิวิธีนี้มีวิธีที่จะต้องฝึกหัด
ในอิริยาบถทั้ง ๔ จึงต้องนั่งสมาธิบ้าง
เดินจงกรมบ้าง ยืนกำหนดจิตบ้าง
นอนสีหไสยาสน์บ้าง เพื่อให้ชำนาญ
คล่องแคล่วและเปลี่ยนอิริยาบถให้สม่ำเสมอฯ
๙.วิธีแก้นิมิต
มีวิธีที่จะแก้นิมิตได้เป็น ๓ อย่างคือ
วิธีที่ ๑ ทำความนิ่งเฉย
คือ พึงตั้งสติกำหนดจิตนั้นไว้ให้มั่นคง
ทำความสงบนิ่งแน่วเฉยอยู่ในสมาธิ
แม้มีนิมิตอะไรๆ มาปรากฏ
หรือรู้เห็นเป็นจริงในจิตอย่างไร
ไม่ต้องหวั่นไหวไป ตาม คือ
ไม่ต้องส่งจิตคิดไป จะเป็นความคิดผิด
ที่เรียกว่า จิตวิปลาส แปลว่า ความคิด
เคลื่อนคลาด แปลกประหลาดจาก
ความจริง นิ่งอยู่ในสมาธิไม่ได้
ให้บังเกิดเป็นสัญญา ความสำคัญผิด
ที่เรียกว่า สัญญาวิปลาส แปลว่า หมายมั่น
ไปตามนิมิต เคลื่อนคลาดจากจิตผู้เป็นจริง
ทั้งนั้น จนบังเกิดถือทิฎฐิมานะขึ้นที่เรียก
ว่า ทิฎฐิวิปลาส แปลว่า ความเห็นเคลื่อน
คลาดจากความเป็นจริง
คือเห็นไปหน้าเดียว ไม่แลเหลียวดูให้รู้เท่า
ส่วนในส่วนนอก ชื่อว่าไม่รอบคอบ
เป็นจิตลำเอียง ไม่เที่ยงตรง
เมื่อรู้เช่นนี้จึงไม่ควรส่งจิตไปตาม
เมื่อไม่ส่งจิตไปตามนิมิตเช่นนั้นแล้ว
ก็ให้คอยระวัง ไม่ให้จิตเป็นตัณหาเกิดขึ้น
คือไม่ให้จิตดิ้นรนยินดี อยากเห็นนิมิตนั้น
แจ่มแจ้งยิ่งขึ้นก็ดี
หรือยินร้ายอยากให้นิมิตนั้นหายไปก็ดี
หรือแม้ไม่อยากพบ ไม่อยากเห็น
ซึ่งนิมิตที่น่ากลัวก็ดี ทั้ง ๓ อย่างนี้
เรียกว่า ตัณหา ถ้าเกิดมีในจิต
แต่อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว
ก็ให้รีบระงับดับเสีย คือถอนความอยาก
และความไม่อยากนั้นออกเสีย
เมื่อ นิมิตมีมา ก็อย่ายินดี
เมื่อนิมิตหายไป ก็อย่ายินร้าย
หรือเมื่อนิมิตที่น่ากลัวมีมา
ก็อย่าทำความกลัว
และอย่าทำความคดโกง
อยากให้หายไปก็ไม่ว่า
ไม่อยากให้หายไปก็ไม่ว่า
อยากเห็นก็ไม่ว่า ไม่อยากเห็นก็ไม่ว่า
ให้เป็น สันทิฏฐิโก คือเห็นเอง
อยากรู้ก็ไม่ว่า ไม่อยากรู้ก็ไม่ว่า
ให้เป็นปัจจัตตัง รู้จำเพาะกับจิต
ตั้งจิตไว้เป็นกลางๆ
แล้วพึงทำความรู้เท่าอยู่ว่า
อันนี้เป็นส่วนจิต อันนั้นเป็นส่วนนิมิต
แยกส่วนแบ่งส่วน ตั้งไว้เป็นคนละอัน
รักษาเอาแต่จิต กำหนดให้ตั้งอยู่
เป็นฐีติธรรมเที่ยงแน่ว
ทำความรู้เท่าจิตและนิมิตทั้งสองเงื่อน
รักษาไม่ให้ สติเคลื่อนคลาดจากจิต
ทั้งไม่ให้เผลอสติได้เป็นดี สติมา
ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ วิเนยฺย โลเก
อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ถอนอภิชฌา
และโทมนัสในโลกเสียได้แล้ว
ก็เป็นผู้ตั้งอยู่ในวินัย
เมื่อประกอบข้อปฏิบัติอันนี้อยู่อย่างนี้
สติก็ตั้งมั่น จิตก็ตั้งมั่นประชุมกัน
เป็นสมาธิดังนี้ เรียกว่า ญาตปริญญา
แปลว่า รู้เท่าอารมณ์ฯ
วิธีที่ ๒ ตรวจค้นปฏิภาคนิมิต
คือ เมื่อเห็นว่าจิตมีกำลังประชุมกัน
อยู่เป็นปึกแผ่นแน่นหนาดีแล้ว
พึงฝึกหัดปฏิภาคนิมิตให้ชำนาญ คือ
เมื่อเห็นรูปนิมิตมาปรากฏในตา ในจิต
เห็นเป็นรูปคน เด็กเล็ก หญิงชาย
หนุ่มน้อย บ่าวสาว หรือแก่เฒ่าชรา
ประการใดประการหนึ่งก็ตาม
แสดงอาการแลบลิ้นปลิ้นตา
หน้าบิดตาเบือน อาการใดอาการหนึ่ง
ก็ตาม ให้รีบพลิกจิตเข้ามา กลับตั้งสติ
ผูกปัญหาหรือทำในใจก็ได้ว่า
รูปนี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง
จะแก่เฒ่าชราต่อไปหรือไม่
เมื่อนึกในใจกระนี้แล้วถึงหยุด
และวางคำที่นึกนั้นเสีย
กำหนดจิตพิจารณา นิ่งเฉยอยู่
จนกว่าจะตกลง และแลเห็นในใจว่า
เฒ่าแก่ชราได้เป็นแท้
จึงรีบพิจารณาให้เห็นแก่เฒ่าชรา
หลังขดหลังโข สั่นทดๆ
ไปในขณะปัจจุบันทันใจนั้น
แล้วผูกปัญหาถามดูทีว่า“ตายเป็นไหมเล่า”
หยุดนิ่งพิจารณาอยู่อีก
จนกว่าจะตกลงเห็นในใจได้ว่า
ตายแน่ตายแท้ไม่แปรผัน
จึงรีบพิจารณาให้เห็นตายลงไปอีกเล่า
ในขณะปัจจุบันทันใจนั้น“เมื่อตายแล้ว
จะเปื่อยเน่าตายทำลายไปหรือไม่”
หยุดนิ่งพิจารณาเฉยอยู่อีก
“จนกว่าจิตของเราจะตกลงเห็นว่า
เปื่อยเน่าแตกทำลายไปหรือไม่”
หยุดนิ่งพิจารณา เฉยอยู่อีก
จนกว่าจิตของเราจะตกลงเห็นว่า
เปื่อยเน่าแตกทำลายไปได้แท้แน่ในใจ
ฉะนี้แล้ว ก็ให้รีบพิจารณาให้เห็น เปื่อยเน่า
แตกทำลาย จนละลายหายสูญลงไป
เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ
ไปตามธรรมดา ธรรมธาตุ ธรรมฐีติ
ธรรมนิยามะ
แล้วพลิกเอาจิต ของเรา
กลับทวนเข้ามาพิจารณากายในกาย
ของเราเอง ให้เห็นลงไปได้อย่างเดียวกัน
จนกว่าจะตกลง และตัดสินใจได้ว่า
ร่างกายของเรานี้ ก็แก่เฒ่าชรา
ทุพพลภาพแตกตาย ทำลาย เปื่อยเน่า
ไปเป็นเหมือนกัน แล้วรีบตั้งสติพิจารณา
เห็นเป็นแก่เฒ่าชราดูทันที และ
พิจารณาให้เห็น ตายลงไปในขณะปัจจุบัน
แยกส่วนแบ่งส่วนออกดูให้เห็นแจ้งว่า
หนังเป็นอย่างไร เนื้อเป็นอย่างไร
กระดูกเป็นอย่างไร ตับไตไส้พุง
เครื่องในเป็นอย่างไร เป็นของงาม
หรือไม่งาม ตรวจดูให้ดี
พิจารณาให้ละเอียด
จนกว่าจะถอนความยินดียินร้ายเสียได้
แล้วพิจารณาให้เห็นเปื่อยเน่าผุพังลง
ถมแผ่นดินไป ภายหลังกลับพิจารณา
ให้เห็นเป็นคืนมาอีกแล้วฝึกหัดทำอยู่
อย่างนี้จนกว่าจะชำนาญ
หรือยิ่งเป็นผู้มีสติได้พิจารณาให้เนื้อ
หนัง เส้น เอ็น และเครื่องในทั้งหลาย
มีตับ ไต ไส้ พุง เป็นต้น
เปื่อยเน่าผุพังลงไปหมดแล้ว
ยังเหลือแต่ร่างกระดูกเปล่า
จึงกำหนดเอาร่างกระดูกนั้นเป็นอารมณ์
ทำไว้ในใจใคร่ครวญให้เห็นแจ้งอยู่เป็นนิจ
จนกว่าจะนับได้ทุกกระดูกก็ยิ่งดี